บลูบิค โตก้าวกระโดด รองรับเทรนด์เทคโนโลยี เตรียมเสนอขาย IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์เร็ว ๆ นี้

กองบรรณาธิการ

บมจ.บลูบิค กรุ๊ป ผู้บริการที่ปรึกษา   ครบวงจร เตรียมเสนอขายIPO 25 ล้านหุ้น เข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ในเดือนกันยายนนี้ หลังได้รับอนุมัติ แบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์จาก ก.ล.ต.    

นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK กล่าวว่า บริษัทฯ เริ่มดำเนินธุรกิจในปี 2556 โดยเล็งเห็นถึงการเติบโตของธุรกิจที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีในประเทศไทย จึงได้นำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของทีมผู้บริหารและบุคลากร ที่เคยร่วมงานกับบริษัทคอนซัลต์ชั้นนำระดับโลก เพื่อให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ให้เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันรองรับการเติบโตแบบไร้ขีดจำกัดและตอบสนองความต้องการของลูกค้าในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ด้วยความเข้าใจในบริบทของการดำเนินธุรกิจในระดับภูมิภาค  

ปัจจุบันบริษัทฯ มีลูกค้าเป็นบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมต่างๆ จาก 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจการเงิน ประกันภัย เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และธุรกิจอื่นๆ อาทิ พลังงานและสาธารณูปโภค อาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น ทั้งที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มSET 50 และ SET 100 และบริษัทจำกัด โดยมี5 บริการหลักตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ได้แก่  

1. บริการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ (Management Consulting) โดยทำหน้าที่ค้นหาปัจจัยความสำเร็จทางธุรกิจให้แก่ลูกค้า กำหนดทิศทางกลยุทธ์ด้านต่างๆ วิเคราะห์ผลกระทบและโอกาสเชิงเศรษฐศาสตร์จากการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้กับธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเติบโตอย่างก้าวกระโดด (Exponential Growth) 

2. บริการที่ปรึกษาการบริหารจัดการโครงการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic PMO) โดยทำหน้าที่บริหารโครงการขนาดใหญ่ ที่มีความซับซ้อนสูงให้กับองค์กรขนาดใหญ่ และเข้าไปวางโครงสร้างระบบไอทีภายในองค์กร   

3. บริการพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี (Digital Excellence and Delivery) โดยทำหน้าที่         ให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านดิจิทัลครบวงจรและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละองค์กร  

4. บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Big Data & Advanced Analytics) โดยทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ด้วย AIและให้คำแนะนำการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม   

5. บริการด้านทรัพยากรบุคคลชั่วคราวที่มีความเชี่ยวชาญด้านไอที (IT Staff Augmentation) โดยจัดหาพนักงานที่เชี่ยวชาญด้านไอที อาทิ โปรแกรมเมอร์ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อปฏิบัติงานตามกำหนดระยะเวลาจนจบโครงการ 

ทั้งนี้ ประเมินว่าในปี 2564 ภาพรวมตลาดดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในประเทศไทยจะมีมูลค่ารวม 280,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 442,000 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งจะมีผลต่อการเติบโตของ GDP เฉลี่ยปีละ 0.4% (อ้างอิงจากข้อมูลของไมโครซอฟท์และไอดีซี เอเชียแปซิฟิก) สอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวของตลาดโลก ซึ่งในปี 2563 มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 469,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,009,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี2568 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 16.5% ต่อปี (ข้อมูลจาก MarketsandMarkets) เนื่องจากบริษัทต่างๆ เห็นถึงความจำเป็นในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานสู่ดิจิทัล ส่งผลให้การใช้งานระบบเชื่อมต่อข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet of Things : IoT)  บิ๊กดาต้า และเทคโนโลยีคลาวด์  มีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้น โดยมีCOVID-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในองค์กรเพื่อรับมือกับกระแสดิสรัปชันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) 

บริษัทฯ จึงวางแผนขยายธุรกิจเพื่อการเติบโต เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเป็นบริษัทคอนซัลต์ด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันชั้นนำแบบครบวงจร ได้แก่ 1. การเพิ่มบุคลากรและพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี ตลอดจนวางแผนพัฒนาศูนย์การพัฒนาทักษะ (Learning Academy Center) 2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลเพื่อให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Software as a Serviceหรือ SaaS) รวมถึงจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Research and Development Center) 3. เสริมศักยภาพการบริหารจัดการภายใน ผ่านการยกระดับระบบซอฟต์แวร์เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กร 4. ขยายพื้นที่สำนักงานรองรับการเพิ่มบุคลากร 5. ลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องและมีศักยภาพเพื่อสร้างการเติบโตและรับมือความผันผวนของตลาด และ 6. เสริมศักยภาพด้านเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน  

“นอกจากการให้บริการที่ครบวงจร บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในการนำเทคโนโลยีมาช่วย ทรานส์ฟอร์มองค์กร โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ บริษัท ออร์บิท ดิจิทัล จำกัด (ORBIT) เพื่อเติมเต็มนวัตกรรมและศักยภาพด้านดิจิทัลสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ซึ่งมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนของ ORBIT เป็น 50 ล้านบาท เพื่อยกระดับขีดความสามารถขององค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับ OR ในอนาคต รวมถึงยกระดับเป็นผู้นำด้านดิจิทัลในอุตสาหกรรมค้าปลีก” นายพชรกล่าว 

นางสาวศรีแพร ธนฐิติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK กล่าวว่า บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานปี 2561 – 2563 เติบโตก้าวกระโดด โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 132.76 ล้านบาท 184.94 ล้านบาท และ 200.53 ล้านบาทตามลำดับ เติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 22.90% และมีกำไรสุทธิ 19.22 ล้านบาท 31.71 ล้านบาท และ 44.29 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 51.8% เนื่องจากได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าที่ต้องการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัลเพิ่มขึ้น  

ขณะที่ผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปีนี้ มีรายได้จากการขายและบริการ 126.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 30.06 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนกำไรสุทธิที่ 23.67% โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการเติบโตของธุรกิจบริการที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี (Digital Excellence and Delivery) ธุรกิจบริการที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ (Management Consulting) และธุรกิจที่ปรึกษาด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Big Data & Advanced Analytics)  

ด้าน นายพายุพัด มหาผล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า บมจ.บลูบิค กรุ๊ป ถือเป็นหุ้นคอนซัลต์ด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันตัวแรกในไทย ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการทรานส์ฟอร์มองค์กรด้วยเทคโนโลยี  มีจุดเด่นด้านผลการดำเนินงานย้อนหลังที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งรายได้และผลกำไร   มีพอร์ตลูกค้าที่แข็งแกร่งซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำ มีคณะกรรมการบริษัทฯ ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ทีมผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์จากบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก รวมถึงมีโอกาสขยายตัวอีกมากจากเมกะเทรนด์ จึงส่งผลให้ BBIK เป็นหุ้นอีกตัวที่มีศักยภาพเติบโตสูงและน่าจับตามอง  

ทั้งนี้ หลังจาก บมจ.บลูบิค กรุ๊ป ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 25 ล้านหุ้น  คิดเป็นร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ ปัจจุบันแบบ คำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต.แล้ว หลังจากนี้จะร่วมกันกำหนดวันที่เหมาะสมในการเสนอขาย IPO และคาดว่าจะนำ บมจ.บลูบิค กรุ๊ป เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ภายในเดือนกันยายนนี้ 

#บลูบิค #ThaiSMEs

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Follow by Email
Pinterest
LinkedIn
Share