ชไนเดอร์ อิเล็คทริค สู้วิกฤต จับมือคู่ค้าและลูกค้า มุ่งสู่การปฏิรูปดิจิทัล

กองบรรณาธิการ

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เผยปี 2564 ก้าวสู่เบอร์ 1 ของโลกในการเป็นองค์กรที่ยั่งยืนที่สุด สะท้อนจุดยืนที่มุ่งมั่น พร้อมดันแผนเชิงรุกช่วยองค์กรทั่วโลกก้าวสู่ความยั่งยืนด้วยแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมระบบเปิด EcoStruxure มุ่งสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ด้านดิจิทัลอย่างเต็มตัว หนุนคู่ค้าและลูกค้า เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

สเตฟาน นูสส์ ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าวว่า เผยถึงกลยุทธ์ในปีนี้ว่า คือ การช่วยสนับสนุนให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงาน ใช้พลังงานและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับทุกคน ใน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On และมีกลยุทธ์ 4 ประการคือ 1 ดิจิทัลในทุกๆ ที่  2 การเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตร 3 กลยุทธ์ผลักดันส่งเสริม ดิจิทัลพาร์ทเนอร์ เพื่อความยั่งยืนและเสริมสร้างประสิทธิภาพให้กับลูกค้า 4 การเร่งขยายการบริการ และ 5 การเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนต่อเนื่องไป

ทั้งนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังมีพันธสัญญาใหม่ในระดับโลกอีก 6 ประการ ที่มุ่งมั่นสร้างความเป็นกลางด้านคาร์บอนภายให้ได้ในสิ้นปี 2583 เพื่อสร้างความอย่างยั่งยืนให้กับโลกที่เราอยู่ ด้วยการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส

ในปี 2564 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้เร่งดำเนินการบริการด้านความยั่งยืน เพื่อทำให้ลูกค้ามั่นใจในการเป็นที่ปรึกษาที่น่าเชื่อถือในด้านความยั่งยืน เพื่อให้ปรับตัวเข้าสู่รูปแบบดิจิทัลได้ ตลอดจนการวางกลยุทธ์และการดำเนินการ ซึ่งการบริการด้านความยั่งยืนดังกล่าว หมายถึง การซื้อพลังงานในนามของลูกค้า ชไนเดอร์ อิเล็คทริค การประหยัดพลังงาน และการลดการปล่อยคาร์บอน  ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กำลังสร้างความสามารถที่ไม่เหมือนใครให้กับลูกค้า ในการแปลงระบบวงจรทั้งหมดให้เป็นดิจิทัลในด้านการจัดการพลังงานสำหรับ อาคาร อุตสาหกรรมและระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

จุดยืนของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เบื้องหลังความสำเร็จในปี 2563 และวิสัยทัศน์ในอนาคต เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นในการก้าวต่อไปอย่างมุ่งมั่น นำการพัฒนาดิจิทัล ร่วมกันไปกับคู่ค้าและลูกค้า ด้วยนโยบายที่ยึดมั่น ยืนหยัดในการสร้างความยั่งยืนในแบบก้าวไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของทุกคน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค นับเป็นองค์กรที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ซึ่งธุรกิจของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค แบ่งกลุ่มธุรกิจออกเป็น  2 ด้านหลักๆ ได้แก่ การจัดการพลังงาน (Energy Management) และ ระบบออโตเมชั่น สำหรับอุตสาหกรรม (Industry Automation)  ด้วยโซลูชั่นและสถาปัตยกรรมแบบเปิด EcoStruxure ที่รองรับการใช้งาน IoT ได้อย่างเต็มรูปแบบโดยให้บริการลูกค้าใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรม และระบบโครงสร้างพื้นฐาน

สเตฟาน กล่าวต่อว่า สำหรับชไนเดอร์ อิเล็คทริค ปี 2563 เรามีผลประกอบการทั่วโลกอยู่ที่ 25 พันล้านยูโร  นอกจากนี้ธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เองก็มีการขยายเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า นอกจากนี้

ชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้รับการจัดอันดับให้เป็นเบอร์ 1 ของโลกในการเป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดประจำปี 2564 (2021 Global 100 Most Sustainable Corporations) จัดทำโดย Corporate Knights นับเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ จากอันดับที่ 29 ในปี 2563 สู่อันดับหนึ่งในเวลาเพียงหนึ่งปี

นอกจากนี้ในช่วงปี 2563 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้วางแผนเตรียมการสำหรับอนาคต โดยได้มีการซื้อบริษัทหลายแห่ง เพื่อมาช่วยต่อยอดศักยภาพด้านการจัดการพลังงานและโซลูชันซอฟต์แวร์ ที่ช่วยเติมเต็มรูปแบบการดำเนินงานในอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเรียกว่า “4x Integration” ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค อันประกอบไปด้วย

1) Energy and Automation การผสานรวมกันของระบบพลังงานและระบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ Digital Transformation

2) End Point to Cloud การเชื่อมต่อเต็มรูปแบบ โดยใช้โซลูชัน EcoStruxure ตั้งแต่ในพื้นที่โรงงาน หรือจุดที่ใช้งานไปยังคลาวด์

3) Design & Build to Operate & Maintain คือ ระบบการทำงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการสร้าง การใช้งาน และการบำรุงรักษา

4) Site by Site to Integrated Company Management เป็นความสามารถในการบริหารจัดการผ่านศูนย์ปฏิบัติการแบบครบวงจร ซึ่งจะเชื่อมต่อไซต์งานทั้งหมดขององค์กร เข้ากับระบบการจัดการแบบบูรณาการได้จากจุดเดียว

#ชไนเดอร์อิเล็คทริค #ปฏิรูปดิจิทัล #SchneiderElectric #ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น #EcoStruxure

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Follow by Email
Pinterest
LinkedIn
Share