แคนนาบิช เตรียมปลูกกัญชง 70,000 ต้นรองรับตลาด คาดรายได้โต 5 เท่า

กองบรรณาธิการ

แคนนาบิล จับกระแสสุขภาพ ปลูกกัญชาสู่ตลาดอาหารเสริม เครื่องสำอาง และเครื่องดื่ม เป็นต้น “นางฟ้ากัญชา” หรือ นางสาวอุนารินทร์ กิจไพบูลทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคนนาบิซ เวย์ จำกัด (CW) กล่าวว่า บริษัทเริ่มเข้าสู่ธุรกิจปลูกกัญชงจำนวน 35,000 ต้นในปีที่ผ่านมา ด้วยงบลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 36 ไร่ ซึ่งเป็นโรงเรือน Green House สำหรับปลูกกัญชงใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พื้นที่ 9,000 ตร.ม. โดยทางบริษัทฯ จับมือกับ ม.นเรศวร นำระบบเทคโนโลยี อุปกรณ์อัจฉริยะ (Internet of thing หรือ IoT) มาใช้ในการควบคุมชุดปลูก “เกษตรอัจฉริยะ” ที่สามารถควบคุมแสง อากาศ อุณหภูมิ ความชื้น ปุ๋ย น้ำ พร้อมทั้งระบบไล่แมลงแบบครบวงจร ที่สามารถปลูกกัญชงและกัญชาได้ตลอดทั้งปี ที่ “CBD Agro-Tech Center” จังหวัด สระบุรี ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบปลูกกัญชงและกัญชาให้ได้สารสำคัญคือ CBD สูง แบบครบวงจรเพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ปัจจุบัน แคนนาบิซ เวย์ มีศักยภาพในการปลูกกัญชง-กัญชาคุณภาพได้มากกว่า 250,000 ต้นต่อปี เพื่อให้ได้ผลผลิตนำไปแปรรูปเป็นสารสกัดได้พันกิโลกรัมต่อเดือน และตั้งเป้าเพิ่มผลผลิตการปลูกกัญชา-กัญชงให้ได้ประมาณ 500,000 – 1,000,000 ต้น/ปี

บริษัทมีแผนที่จะปลูกกัญชงเพิ่มเป็น 75,000 ต้นในเดือนพฤษภาคม 2565 และสำหรับกัญชงที่ปลูกในชุดแรก พร้อมจะเก็บเกี่ยวได้ในปลายเดือนเมษายนนี้ และคาดว่าจะสามารถจำหน่ายให้กับตลาดได้หลากหลาย อาทิ ตลาดสุขภาพ การแพทย์ เป็นต้น

“กัญชง มีประโยชน์ที่หลากหลาย ช่อดอก สามารถนำส่งโรงงานยา เพื่อผลิตยา ใบ กิ่ง ก้าน เมล็ด และราก สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการดูแลสุขภาพได้” อุนารินทร์ กล่าว

ทั้งนี้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา บริษัท แคนนาบิซ เวย์ จำกัด ได้ประเดิมทำสัญญาซื้อขายผลผลิตกัญชง CBD สูง ให้กับ 2 พันธมิตรคือ บริษัท เค ที ดี เอ็ม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยใน บริษัท โอเชี่ยน คอมเมิรช จำกัด (มหาชน) (OCEAN) ซึ่งลงทุนเครื่องสกัดคุณภาพสูง และ บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (JP) ผู้ควบคุมคุณภาพสารสกัดกัญชงโดยใช้เทคโนโลยี Isolate CBD Water Soluble ที่ทำให้สารสกัดกัญชงกัญชาละลายน้ำได้ทันที เมื่อนำมาเป็นสารสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารเสริม เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีนี้ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดแฟรนไชส์เครื่องดื่มจากกัญชงภายใต้ชื่อ “เขียวตาหวาน” โดยตั้งเป้า 1,000 แห่งทั่วประเทศ

นางสาวอุนารินทร์ กล่าวต่อว่า กัญชงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตสดใสและหากประเทศไทยปลดล็อกในการอนุญาตให้กัญชาไม่ใช่พืชต้องห้ามในวันที่ 9 มิถุนายนที่จะถึงนี้ จะทำให้ความต้องการของตลาดมีมากขึ้น สำหรับกัญชงที่ปลูกในชุดแรก คาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในปลายเดือนเมษายน บริษัทคาดว่าจะสามารถจำหน่ายผลิตคิดเป็นเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่า

ปัจจุบันมูลค่าตลาดกัญชงและกัญชา ทั่วโลกมีประมาณ 800,000 ล้านบาทในและเติบโตอยู่ที่ล้านล้านบาท สำหรับตลาดในประเทศไทยปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาทหรือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของตลาดโลก และคาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 10,000 ล้านบาทในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การปลูกกัญชาในครัวเรือน จะทำได้เมื่อพ้น 120 วัน หลังประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ก็คือวันที่ 9 มิถุนายนเป็นต้นไป ถึงจะปลูกได้ ระหว่างนี้ และหากบ้านใดต้องการปลูก จะต้องทำในนามวิสาหกิจชุมชน ยังปลูกโดยอิสระในบ้านไม่ได้

โดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่ให้สารสกัดจากทุกส่วนของพืชกัญชา หรือกัญชง ถ้ามี THC ไม่เกิน 0.2% โดยน้ำหนัก ไม่จัดว่าเป็นยาเสพติด รวมไปถึงสารสกัดตจากเมล็ดของพืชกัญชา หรือกัญชงที่ได้จากการปลูกภายในประเทศ ได้รับการยกเว้นจากการเป็นยาเสพติดให้โทษ ประกาศฉบับนี้ ลงราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 กุมภาพันธ์ และให้มีผลใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนด 120 วัน โดยต้องรอวันที่ 9 มิถุนายน 2565

กัญชา #นางฟ้ากัญชา #กัญชง #ThaiSMEs #แคนนาบิช

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Follow by Email
Pinterest
LinkedIn
Share